ประโยชน์ของดอกแก้ว และ สรรพคุณของดอกแก้ว

 

ดอกแก้ว หรือ ที่ชาวปักษ์ใต้นิยมเรียกกันว่า กะมูนิง หรือ ไม่ก็ แก้วขี้ไก่ ส่วนชาวเหนือจะรู้จักกันในนาม แก้วพริก, ตะไหลแก้ว หรือ จ๊าพริก และคนภาคกลางคุ้นหูกับคำว่า แก้วขาว หรือ แก้วลาย มากกว่า ชื่อที่เรียกนั้นก็ขึ้นอยู่กับคำพื้นเมืองของจังหวัดแต่ละท้องถิ่นค่ะ แต่เจ้า “ต้นแก้ว” ที่มีความสูงได้มากถึง 10 เมตรนั้น เวลาที่ออกดอก ดอกแก้วนั้นจะออกเป็นกระจุก ๆ ดอกของต้นแก้วจะมีสีขาว ๆ และมักจะหลุดร่วงง่าย แต่ก็มีกลิ่นหอมมาก ๆ

 


ADVERTISEMENT



บางคนจึงนิยมนำดอกแก้วไปถวายพระ ใบของดอกแก้วเองก็ดูเป็นมันทั้งสองด้านตัดกับสีของใบที่เข้ม ๆ แล้วยิ่งสวย เมื่อต้นแก้วมีผล ผลของต้นแก้วจะเป็นรูปทรงรี หรือรูปทรงคล้ายไข่ ที่เปลือกของผลแก้วจะมีต่อมไขมันมองเห็นได้ชัดเจนค่ะ ผลอ่อนจะมีสีเขียว พอสุกมากขึ้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง 

 

ต้นแก้ว นั้น มีสรรพคุณเป็นยาได้เกือบทั้งต้น ไม่ว่าจะเป็น “ก้านและใบ” ที่เราสามารถเก็บได้ตลอดทั้งปี จะเก็บสด ๆ มาใช้ หรือ จะตากแห้งไว้ก่อนค่อยนำมาใช้ก็ได้ประโยชน์ทั้งนั้น ทั้งก้านและใบต้นแก้ว ใช้เป็นยาระงับอาการเจ็บปวด หรือ แก้ผดผื่น บรรเทาอาการคัน ก็ได้ค่ะ แต่รสชาติของก้านและใบของต้นแก้วนั้น จะออกเผ็ดปนขมไปสักหน่อย หากมีอาการปวดฟันก็ให้นำไปต้ม แล้วเอาน้ำมาอมไว้สำหรับบ้วนปาก จะลดอาการลงได้

 

ส่วนที่เป็น “ราก” สามารถเก็บได้เฉพาะในช่วงฤดูหนาว และจำเป็นต้องล้างเอาดินออกให้หมด จนสะอาดนะคะ ค่อยนำมาหั่นเป็นแผ่น ๆ จากนั้นก็ตากแดดไว้จนแห้งแล้วก็เก็บขึ้นไว้ใช้ค่ะ รากต้นแก้วนั้น ก็มีรสเผ็ดปนขมเหมือนกับใบและก้าน แต่มีสรรพคุณช่วยลดอาการปวดเอว, บรรเทาอาการคันและลดอาการอักเสบจากแมลงกัดต่อยได้ค่ะ

 

และถ้าหากเรานำ “รากและใบ” มาผสมกันก็จะได้ยาอีกขนานหนึ่ง มีประโยชน์ในการขับประจำเดือน แต่ถ้าเอา “ดอกและใบ” มาปรุงร่วมกันก็จะได้ยาที่มีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร, ลดอาการไขข้ออักเสบ, บรรเทาอาการไอ และ แก้เวียวหัวได้ค่ะ หากใครที่มีอาการกินเท่าไรก็ไม่อ้วน สงสัยตัวเองจะมีพยาธิมาแบ่งพื้นที่ร่างกายเข้าแล้วหล่ะก็ ให้นำแต่ “ใบ” ต้นแก้วมาต้มดื่มค่ะ ซึ่งจะช่วยขับพยาธิตัวตืด แก้อาการท้องเสีย หรือ ท้องบิดได้ค่ะ ส่วนที่เป็น “ผลสุก” ของต้นแก้วนั้น เราก็นำมารับประทานเป็นอาหารได้นะคะ

 


ADVERTISEMENT




ADVERTISEMENT


เนื้อหาใกล้เคียง

Ads




หมวดหมู่